ไชน่าเน็ต (Chinanet) ก็คือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบจีนที่ผู้นำจีนคือท่านประธานสี จิ้นผิงต้องการจะเข้าไปควบคุม ดูแลเพื่อสร้างคุณค่า อุดมการณ์และข้อกำหนดที่ประชาชนในประเทศต้องปฎิบัติตาม ทั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อให้ภาครัฐและพรรคคอมมิวนิสต์มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นนั่นเองและยังรวมไปถึงกฎหมายห้ามโพสต์ข้อความที่รัฐไม่อนุญาตและยังมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืนกำกับเอาไว้อยู่ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสกันเลยทีเดียว
สำหรับไชน่าเน็ตนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนจีนแต่อย่างใดเลยน่ะค่ะ เพราะในสมัยจักรพรรดิจีนโบราณหรือผู้นำจีนในแต่ละยุคแต่ละสมัยต่างก็มีการเซ็นเซอร์ข่าวและสร้างข่าว (information operation) รวมถึงการทำโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนของตัวเองมานานแสนนานแล้ว อย่างเช่นในสมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (213-206 ก่อนคริสตกาล) ก็เคยมีการสั่งให้เผาทำลายตำราขงจื้อด้วยเกรงว่าคนรุ่นหลังจะเอาไปเปรียบเทียบกับประวัติของตัวท่าน ยังไม่พอจิ๋นซีฮ่องเต้ยังทำการเซ็นเซอร์ข้อมูลต่อไปอีกด้วยการสั่งฝังทั้งเป็นบัณฑิตกว่าสี่ร้อยคนเพื่อมิให้ข้อมูลลับของตัวเองแพร่งพรายออกไป..โหดสัสมากค่ะ ต่อมาในราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 624-633) ก็ได้มีการเซ็นเซอร์ข้อมูลจากตำราต่างๆ เช่น ตำราทางศาสนา หนังสือและเอกสารทางการเมืองต่างๆโดยห้ามไม่ให้มีการนำมาพิมพ์ซ้ำอีก..ก็คล้ายๆห้ามโพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คซ้ำไปซ้ำมานั่นล่ะค่ะ 55 พอมาถึงราชวงศ์ช่ง (ค.ศ. 962-1279) ก็มีคำสั่งให้ตรวจตราตำราต่างๆหากพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมต่อราชวงศ์ก็จะถูกเซ็นเซอร์หรือทำลายทิ้งทันทีค่ะ ส่วนตำราที่ถูกห้ามพิมพ์ก็เช่น ตำราเกี่ยวกับการทหาร การเมือง วรรณกรรมคลาสสิก หนังสือลามก เป็นต้น
จริงๆแล้วอินเทอร์เน็ตนั้นเพิ่งจะเข้ามาในจีนก็ในตอนปลายทศวรรษ 1980s นี่เองล่ะค่ะและอินเทอร์เน็ตก็ได้ทำให้คนจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสและก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยังไม่พออินเทอร์เน็ตยังได้ทำให้ภาคการเมืองจีนแบบเดิมๆมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายเลยค่ะ ก็คงน่าจะเหมือนกับคนไทยที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วโดยผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียนั่นเอง ในขณะเดียวกันรัฐบาลจีนเองก็เริ่มจะแสดงบทบาทที่จะควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่เป็นภัยต่อรัฐบาลถูกนำไปเปิดเผยหรือเผยแพร่อย่างกว้างขวางนั่นเอง..อันนี้เสาวนีย์เข้าใจดีค่ะเพราะที่บ้านเราก็เคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน
พอมาถึงปี 1989 รัฐบาลจีนก็ได้แต่งตั้งให้นายฟาง ปิ่นจิ้น เข้ามาควบคุมและตรวจตราการใช้อินเทอร์เน็ตตามชื่อโครงการว่า Golden Shield โดยเขาจะเข้าไปตรวจติดตามตัว IP หรือ Internal Protocol และเขายังได้สร้าง firewall หรือป้อมปราการต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์จนชาวจีนที่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายแสนคนทั่วประเทศอยู่ในขณะนั้นมองว่าเขาคือศัตรูอันดับหนึ่งทางไซเบอร์..ส่วนไทยเราเองก็กำลังจะเริ่มได้รับผลกระทบแบบนี้แล้วล่ะค่ะ..ขอเวลาอีกไม่นาน 55
พอมาถึงช่วงปี 2000s รัฐบาลจีนก็ได้ออกคำสั่ง 292 ผ่านทางนายฟาง ปิ้นจิ้นที่ระบุว่าห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่มีความล่อแหลมหรืออ่อนไหวต่อความมั่นคงของจีนเด็ดขาด ซึ่งตรงนี้ทุกฝ่ายที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่างก็ต้องระมัดระวังตัวเองกันอย่างเต็มที่เพื่อจะเซฟตัวเอง
ต่อมาในปี 2002 รัฐบาลจีนก็ได้สั่งให้บริษัทกูเกิลหยุดการปฎิบัติงานในจีนโดยทันทีเพราะมันมีลิงค์เว็บไซด์ในหน้าเพจค้นหาของกูเกิลเองที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของจีน..อันนี้เสาวนีย์นึกไปถึงกรณีบ้านเราที่ กสทช. สั่งให้ว๊อยซ์ทีวีจอดำไป 15 วัน โดยไม่มีปึ่ไม่มีขลุ่ย ต่อมาในปีเดียวกันรัฐบาลจีนจู่ๆก็ลุกขึ้นมาเขียนข้อกำหนดถึงสี่ข้อโดยอ้างว่าเป็นการสร้างวินัยในการใช้อินเทอร์เน็ตให้กับประชาชนคือหนึ่งต้องปฎิบัติตามกฎหมาย สองต้องมีความเสมอภาคกัน สามต้องมีความน่าไว้วางใจและสี่ต้องมีความซื่อสัตย์ แหม..เสาวนีย์ว่านี่มันสุดยอดวินัยเลยน่ะค่ะนี่..ถ้าทำได้จริงๆน่ะ 55
ปี 2004 รัฐเริ่มได้ใจสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆหาผู้ที่มีความสามารถเขียนบทความอะไรก็ได้บนอินเทอร์เน็ตที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่อรัฐบาลจีน (อย่าลืมว่าคือพรรคคอมมิวนิสต์อยู่น่ะค่ะ) โดยรัฐบาลจะมีค่าตอบแทนให้อย่างเหมาะสม พูดง่ายๆก็คือรัฐบาลจะจ้างนักเขียนเขียนบทความเชียร์รัฐบาลนั่นเองอ่ะค่ะ 55
พอมาถึงปี 2005 คนจีนในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ต่างก็นัดรวมตัวกันใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลจีนได้เห็นว่าการพยายามควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลนั้นจริงๆแล้วไม่ได้ผลอะไรเลย ทำให้รัฐบาลจีนต้องรีบประชุมกันเพื่อที่จะหาวิธีเข้าไปตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชาชนเสียใหม่ว่ามันได้เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
เอาล่ะค่ะชักจะเริ่มสนุกเข้าไปทุกทีแล้ว เอาไว้เสาวนีย์มาคุยเรื่องไชน่าเน็ตให้ทุกท่านฟังต่อในคราวหน้าก็แล้วกันน่ะค่ะ สำหรับคืนนี้หมดโควต้าตัวหนังสือของเสาวนีย์แล้วล่ะค่ะและเสาวนีย์ก็ขอลาทุกท่านไปก่อน แล้วพบกันใหม่ค่ะ บายคร้าาา
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ผมคิดว่าประยุทธต้องลอกเอายุทธศาสตร์ชาติจีนมาใช้กับไทยอย่างแน่นอน เห็นมีหลายอย่างเหมือนๆกันเลย ความน่ากลัวอยู่ตรงที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์นี่แหล่ะ
ReplyDeleteไชน่าเน็ตนี่น่ากลัวจริงไรจริง ไม่รู้ว่าพรบ.ไซเบอร์ไทยจะพัฒนาไปถึงตรงนั้นมั้ยน่ะ
ReplyDeleteคิดว่ายากน่ะ เพราะระบอบการปกครองก็ต่างกันแล้ว พูดง่ายๆกรอบทางความคิดแตกต่างกันแต่มีความคิดมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศพอๆกัน
ReplyDeleteสุดยอดครับ เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ใด้ดีจริงๆ
ReplyDeleteมีอ่านต่อวันไหนครับ อยากอ่านตอนสองมาก
ReplyDelete